6 ปัจจัยหลักที่ทำให้น้ำในสระเขียว แก้ได้ ถ้าเข้าใจให้ถูกจุด
บทนำ – น้ำในสระเขียว ปัญหากวนใจที่เจอบ่อย
เคยไหม… เปิดสระทิ้งไว้ไม่กี่วัน กลับมาอีกทีน้ำใส ๆ กลายเป็นสีเขียวเหมือนน้ำบ่อ
ปัญหาน้ำในสระเขียว เป็นเรื่องที่เจ้าของสระว่ายน้ำแทบทุกคนต้องเคยเจอ ไม่ว่าจะเป็นสระบ้าน สระโรงแรม หรือสระหมู่บ้าน
หลายคนพอเห็นน้ำเขียว ก็รีบ “ใส่คลอรีนเพิ่ม” ทันที
แต่รู้ไหมว่า… บางครั้งยิ่งใส่ ยิ่งแย่ ถ้าเราไม่เข้าใจต้นเหตุจริง ๆ
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก 6 ปัจจัยหลักที่ทำให้น้ำในสระเขียว แบบเข้าใจง่าย เหมือนคุยกับเพื่อนที่ดูแลสระมานาน พร้อมแนวคิดแก้ปัญหาแบบยั่งยืน ไม่ต้องเทน้ำทิ้งบ่อย ๆ ให้เปลืองเงิน
เข้าใจ “น้ำเขียว” ก่อนลงมือแก้
น้ำเขียวเกิดจากอะไร
น้ำเขียวส่วนใหญ่เกิดจาก ตะไคร่น้ำ (Algae) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เติบโตเร็วมาก โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่
-
มีแสงแดด
-
มีสารอาหาร
-
ระบบฆ่าเชื้อไม่สมบูรณ์
สีเขียวแบบไหนอันตราย
-
เขียวอ่อน = ตะไคร่เริ่มโต
-
เขียวเข้ม / เขียวขุ่น = ระบบสระเริ่มพัง ต้องแก้จริงจัง
ยิ่งปล่อยไว้นาน ยิ่งแก้ยาก เหมือนปล่อยหญ้าขึ้นสนามแล้วไม่ตัด
ปัจจัยที่ 1 – คลอรีนค่าน้อยเกินไป
คลอรีนทำหน้าที่อะไรในสระ
คลอรีนเปรียบเหมือน “ยามรักษาการณ์” ของสระ
หน้าที่หลักคือฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรีย และตะไคร่
ถ้าคลอรีนต่ำ = ยามหลับ
ตะไคร่ก็โตแบบไม่เกรงใจใคร
ค่าคลอรีนที่เหมาะสม
-
ค่ามาตรฐานทั่วไป: 1–3 ppm
-
ต่ำกว่า 1 ppm = เสี่ยงน้ำเขียว
-
สูงเกินไป = ระคายผิว แสบตา
สัญญาณเตือนว่าคลอรีนต่ำ
-
น้ำเริ่มเขียว
-
ผนังสระลื่น
-
มีกลิ่นอับ ไม่ใช่กลิ่นคลอรีน
ปัจจัยที่ 2 – ค่า pH ไม่สมดุล
pH เกี่ยวข้องกับน้ำเขียวยังไง
ค่า pH คือสิ่งที่หลายคนมองข้าม แต่จริง ๆ แล้วมันคือ “ตัวกำหนดพลังของคลอรีน”
ถ้า pH ผิด
→ คลอรีนอยู่ แต่ไม่ทำงาน
ค่า pH ที่เหมาะสม
-
ช่วงที่ดีที่สุด: 7.2 – 7.6
-
pH สูงเกินไป: คลอรีนเสื่อมฤทธิ์
-
pH ต่ำเกินไป: กัดผิว กัดอุปกรณ์
pH สูง vs pH ต่ำ แบบไหนทำให้น้ำเขียว
คำตอบคือ pH สูง
เพราะทำให้คลอรีน “อ่อนแรง” ตะไคร่จึงโตง่าย
ปัจจัยที่ 3 – ระบบกรองและปั๊มน้ำไม่มีประสิทธิภาพ
ระบบกรองคือหัวใจของสระ
ต่อให้ใส่สารเคมีดีแค่ไหน
ถ้าน้ำไม่ถูกกรอง = สิ่งสกปรกก็ยังลอยวนอยู่
ปั๊มน้ำเล็กไป มีผลยังไง
-
น้ำหมุนเวียนไม่ทั่ว
-
ตะไคร่สะสมตามมุมอับ
-
คลอรีนกระจายไม่สม่ำเสมอ
ระยะเวลาเปิดปั๊มที่เหมาะสม
-
อย่างน้อย 6–8 ชั่วโมง/วัน
-
สระที่ใช้งานหนัก อาจต้องมากกว่านั้น
ปัจจัยที่ 4 – ตะกอนสะสมในสระ
ตะกอนมาจากไหน
-
ฝุ่น
-
ใบไม้
-
ดินทราย
-
คราบเหงื่อ ครีมกันแดด
ตะกอนสะสมทำให้น้ำเขียวได้อย่างไร
ตะกอน = อาหารของตะไคร่
ยิ่งมีสะสมมาก ตะไคร่ยิ่งโตเร็ว
วิธีจัดการตะกอน
-
ดูดตะกอนก้นสระสม่ำเสมอ
-
ใช้สารช่วยตกตะกอนอย่างถูกวิธี
-
ล้างระบบกรองตามรอบ
ปัจจัยที่ 5 – แสงแดดจัดเกินไป
แดดคืออาหารของตะไคร่
ตะไคร่รักแดดเหมือนต้นไม้
สระกลางแจ้งที่โดนแดดทั้งวัน = เสี่ยงน้ำเขียวสูงมาก
สระกลางแจ้ง vs สระในร่ม
-
กลางแจ้ง: ต้องดูแลเข้มข้นกว่า
-
ในร่ม: น้ำเสถียรกว่า แต่ก็ประมาทไม่ได้
วิธีลดผลกระทบจากแดด
-
เปิดปั๊มช่วงแดดจัด
-
คุมค่าคลอรีนให้เหมาะสม
-
ใช้สารช่วยยับยั้งตะไคร่ตามความจำเป็น
ปัจจัยที่ 6 – ใช้สารเคมีผิดอัตรา
ใส่เยอะไม่ได้แปลว่าดี
นี่คือความเข้าใจผิดอันดับต้น ๆ
สารเคมีเหมือนยา กินเกินก็ไม่ดี
ผลเสียจากการใส่สารเคมีมั่ว
-
น้ำขุ่น
-
ค่าเพี้ยน
-
แก้ยากกว่าเดิม
-
เปลืองเงินโดยใช่เหตุ
หลักคิดง่าย ๆ
“วัดก่อน ใส่ทีละน้อย แล้วคุมค่า”
วิธีป้องกันไม่ให้น้ำในสระเขียวซ้ำ
ตารางดูแลสระแบบมืออาชีพ
-
ตรวจ pH / คลอรีน: 2–3 ครั้ง/สัปดาห์
-
ดูดตะกอน: สัปดาห์ละครั้ง
-
ล้างกรอง: ตามรอบที่เหมาะสม
ตรวจค่าน้ำบ่อยแค่ไหนถึงพอดี
บ่อยพอให้ “รู้ทัน” ก่อนที่น้ำจะเขียว
ไม่ต้องรอให้ปัญหาใหญ่แล้วค่อยแก้
สรุป – น้ำเขียวไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าเข้าใจระบบ
น้ำในสระเขียว ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว
แต่มักเป็น “ผลรวมของหลายปัจจัย”
ถ้าคุณเข้าใจทั้ง
-
คลอรีน
-
pH
-
ระบบกรอง
-
ตะกอน
-
แดด
-
และการใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง
การดูแลสระจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
สระใสได้… ถ้าคุณคิดแบบคนดูแลเป็นจริง ๆ